ชื่อผู้ใช้ :
*
  รหัสผ่าน :
*

 






:: มะม่วงนอกฤดู ที่บ้านแฮด ขอนแก่น ปลูกเพียง 49 ไร่ ขายได้เงินล้าน

       ไร่มะม่วงสวนอุดม ปลูกมะม่วงจำนวน 49 ไร่ ใช้วิธีจัดการให้ผลผลิตออกนอกฤดูกาล และผลิตให้คุณภาพดี มีมาตรฐานความปลอดภัยรับรอง แค่นี้ก็ไม่มีปัญหาตลาด ขายได้เงินเป็นกอบเป็นกำ เป็นตัวอย่างความสำเร็จอีกแปลงหนึ่งของจังหวัดขอนแก่น ในการดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและได้มาตรฐาน

       คุณสมบูรณ์ วุฒิพงษ์ประเสริฐ เกษตรจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นได้ดำเนินงานโครงการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและได้มาตรฐาน ปี 2551 โดยได้ดำเนินการอบรมอาสาสมัครเกษตร อบรมเกษตรกร ขึ้นทะเบียนเกษตรกรเข้ารับรองมาตรฐานแปลง และเตรียมความพร้อมเกษตรกรเข้าสู่ระบบตรวจรับรองแปลง รวมจำนวน 10,816 ราย ไร่มะม่วงสวนอุดม ที่อำเภอบ้านแฮด เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและได้มาตรฐานอีกแปลงหนึ่งของจังหวัดขอนแก่น ที่ประสบความสำเร็จได้รับการรับรองมาตรฐานตามระบบ GAP
       คุณทรงศิลป์ ดรหลาบคำ เกษตรอำเภอบ้านแฮด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรได้เข้าไปแนะนำให้ไร่มะม่วงสวนอุดม ของ คุณบุญส่วน แก้วไพฑูรย์ เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ไร่มะม่วงสวนอุดมก็มีการปฏิบัติ การจัดการผลิตตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จนทำให้ไร่มะม่วงสวนอุดมผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานตามระบบ GAP จึงทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ไร่มะม่วงสวนอุดม เจ้าของไร่คือคุณบุญส่วน แก้วไพฑูรย์ ตั้งอยู่ที่ 134 หมู่ที่ 4 บ้านสว่างพัฒนา ตำบลหนองแซง อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น ไร่มะม่วงสวนอุดม มีพื้นที่ทำการเกษตร 60 ไร่ ปลูกมะม่วง 49 ไร่ ทำนา 7 ไร่ และเป็นสระน้ำ 4 ไร่
       คุณบุญส่วน ได้ให้ข้อมูลว่า ก่อนที่ตนเองจะมาทำไร่มะม่วงนั้น แต่ก่อนที่ดินผืนนี้ปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด ทำนาและเลี้ยงโคเนื้อ ในช่วงแรกของการปลูกพืชไร่ได้ผลผลิตดีพอสมควร แต่เมื่อปลูกพืชไร่นานหลายปีติดต่อกันก็พบว่าดินเริ่มเสื่อมคุณภาพ ทำให้ผลผลิตเริ่มลดลงเรื่อยๆ ประกอบกับค่าปัจจัยในการผลิตสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งค่าไถ ค่าปุ๋ยเคมี ค่าแรงงาน ค่าขนส่ง และราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน ทำให้บางปีขาดทุน บางปีมีเหลือนิดหน่อย ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ จึงเกิดแนวคิดว่าทำพืชไร่ต่อไปคงไม่ไหวแล้ว ต้องหาพืชอื่นมาปลูกทดแทน จึงมองไปที่มะม่วง เพราะเคยมีประสบการณ์ไปดูงานการปลูกมะม่วงเมื่อสมัยอยู่บ้านเดิมที่จังหวัดนครราชสีมา ปี 2531 จึงเริ่มปลูกมะม่วงบนพื้นที่ 8 ไร่ โดยใช้ต้นตอมะม่วงป่าและมะม่วงกะล่อนปลูกในช่วงฤดูฝน ใช้ระยะปลูก 8x8 เมตร จำนวน 1 ไร่ ปลูกได้ 25 ต้น ปลูกทั้งหมด 200 ต้น เมื่อมะม่วงอายุได้ 1 ปี จึงเปลี่ยนยอดเป็นมะม่วงพันธุ์ดี ได้แก่ พันธุ์เขียวเสวย น้ำดอกไม้ ฟ้าลั่น หนองแซง เจ้าคุณทิพย์ พิมเสนมัน สายฝน แรด มันค่อม หนังกลางวัน ทองดำ ศรีสยาม อกร่องพิกุลทอง มันเดือนเก้า ลิ้นงูเห่า ฯลฯ ช่วงแรกยังไม่รู้ว่าตลาดต้องการพันธุ์อะไร พอมะม่วงติดผลแล้วเอามะม่วงไปขาย จึงรู้ว่าตลาดต้องการพันธุ์อะไร จึงเปลี่ยนยอดเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2535 มะม่วงก็ให้ผลผลิต พอมะม่วงขายได้ก็เกิดความมั่นใจว่าพืชตัวนี้น่าจะไปได้ดี จึงขยายเพิ่มพื้นที่ปลูกอีกเรื่อยๆ เปลี่ยนยอดเป็นพันธุ์ทะวาย คือ โชคอนันต์ ใช้ระยะปลูกเป็นระยะชิด 4x4 เมตร และ 6x4 เมตร จนปัจจุบัน มีพื้นที่ปลูกมะม่วงทั้งหมด 49 ไร่ เป็นพันธุ์โชคอนันต์ 21 ไร่ น้ำดอกไม้สีทอง 7 ไร่ เขียวเสวย 4 ไร่ มะม่วงตึก 3 ไร่ และเป็นต้นตออีก 14 ไร่
       สาเหตุที่เปลี่ยนเป็นพันธุ์โชคอนันต์เพราะมีแรงบันดาลใจจากการที่ไปเห็นมะม่วงพันธุ์นี้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอบ้านไผ่ ออกลูกดกมากในเดือนสิงหาคมซึ่งไม่ใช่ฤดูของมะม่วง จึงคิดว่าถ้าปลูกพันธุ์นี้เยอะๆ คงทำรายได้ให้กับเจ้าของได้เป็นอย่างดีเพราะในตลาดไม่มีมะม่วงแล้ว ซื้อยอดมะม่วง 1 ยอด ในราคา 40 บาท มาติดตากับต้นตอที่ปลูกไว้ หลังจากนั้นจึงขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และก็ไม่ทำให้ผิดหวัง มะม่วงโชคอนันต์นอกฤดูทำรายได้พอสมควร ช่วงแรกอาจจะมีปัญหาการตลาดบ้างเพราะคนยังไม่รู้จัก ถ้ามะม่วงออกมาตรงกับมะม่วงในฤดูแทบจะขายไม่ได้เลยเพราะรสชาติเป็นรองมะม่วงพันธุ์อื่น แต่เมื่อทำให้ออกนอกฤดูในช่วงเดือนมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม และพฤศจิกายน จะไม่มีปัญหาด้านการตลาดเพราะมะม่วงในฤดูหมดแล้ว ผลิตได้เท่าไหร่ก็ขายหมด สาเหตุที่เปลี่ยนยอดจากมะม่วงพันธุ์ฟ้าลั่นเป็นน้ำดอกไม้สีทอง เพราะมะม่วงฟ้าลั่นราคาต่ำ ราคาประมาณ 15-20 บาท ต่อกิโลกรัม และถูกฝนก็จะแตกเยอะมาก จึงเปลี่ยนเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองเพราะเป็นมะม่วงที่ตลาดต้องการสูง ราคาดี ผิวสวย เนื้อแน่น รสชาติอร่อย และต่างประเทศก็ต้องการ

เทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่  และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
เจ้าของสวนมีเทคโนโลยีดังนี้
แบ่งพื้นที่การผลิตออกเป็นหลายๆ แปลง เพื่อให้มีผลผลิตออกตลอดทั้งปี
การปลูกมะม่วงโดยใช้ต้นตอมะม่วงป่า ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองเหมาะสมกับพื้นที่แห้งแล้งและดินเลว
ใช้หญ้าคลุมความชื้นของดินในแปลงมะม่วง โดยไม่ใช้วิธีดายหญ้าแต่ใช้วิธีตัดหญ้าแล้วคลุมโคนต้นมะม่วง
การใช้สารบังคับให้มะม่วงออกผลผลิตได้ตามความต้องการ ให้ออกลูกในช่วงเวลาใดก็ได้ ทำให้ขายผลผลิตได้ราคาดี ไม่มีปัญหาด้านการตลาด
การปลูกมะม่วงระยะชิด 4x4 เมตร ซึ่งให้จำนวนต้นมากขึ้น และผลผลิตก็เพิ่มมากขึ้น
การปลูกพืชปุ๋ยสด (ปอเทือง ถั่วพร้า) ในระหว่างแปลงมะม่วงเพื่อเป็นปุ๋ยสด
การใช้สารชีวภาพ เช่น ปุ๋ยน้ำหมัก
การตัดแต่งกิ่งแบบโปร่ง 8x8 เมตร ตัดแต่งกิ่งแบบฝาชีหงาย 8x8 เมตร ตัดแบบข้อลึก 4x4 เมตร ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น

ประยุกต์เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิตและการจัดการ
คุณบุญส่วนประยุกต์เทคโนโลยีใหม่ๆ ดังนี้
ตัดหญ้าให้โล่งเตียนตลอดเวลา ทำให้มะม่วงมีผิวสวยขึ้น เพราะแปลงไม่มีความชื้น ทั้งโรคและแมลงก็จะระบาดลดลงด้วย
ได้คิดค้นเครื่องตัดหญ้าแบบนั่งขับจากเครื่องคูโบต้า คิดเป็นมูลค่า 30,000 บาท
การผลิตมะม่วงนอกฤดูโดยการแบ่งออกเป็นหลายๆ แปลง เพื่อให้มีผลผลิตออกต่อเนื่องตลอดปี
การจำหน่ายมะม่วงโดยมีกล่องและตรารับรองคุณภาพสินค้า
มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยผลิตกล่องบรรจุมะม่วงขนาด 4-5 กิโลกรัม ต่อกล่อง ทำให้ขนส่งได้ในระยะทางไกลๆ และได้ราคาสูง
ใช้เครื่องพ่นสารเคมีแบบแอร์บาส ทำให้ฉีดพ่นทันเวลา ป้องกันโรคและแมลง
เก็บผลมะม่วงที่เป็นโรคและถูกแมลงวันทองทำลาย ลงในหนองน้ำเพื่อตัดวงจรชีวิตของแมลงวันทอง ทำให้แมลงวันทองลดปริมาณลงและการระบาดก็ลดลง
ศึกษา สังเกต ทดลอง การทำมะม่วงนอกฤดูตลอดเวลาและจดบันทึกการปฏิบัติงานตลอดเวลา ทำให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน แม่นยำและวางแผนการผลิตได้
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์กับเพื่อนเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ และนักวิชาการตลอดเวลา ทำให้ได้ความรู้และข้อมูลใหม่ๆ ตลอดเวลา
ศึกษาเทคนิค และความรู้จากหนังสือทางการเกษตร ทำให้ได้ความรู้ เทคนิคใหม่ๆ ในการเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น

ผลผลิต รายได้และการตลาด
ในปี 2551 นี้ ผลผลิตมะม่วงจากไร่มีปริมาณผลผลิตและรายได้ ดังนี้
มะม่วงโชคอนันต์ จำนวน 21 ไร่ ได้ผลผลิต 30,000 กิโลกรัม ราคาเฉลี่ย กิโลกรัมละ 25 บาท เป็นเงิน 750,000 บาท
มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 7 ไร่ ได้ผลผลิต 7,000 กิโลกรัม ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 40 บาท เป็นเงิน 280,000 บาท
มะม่วงเขียวเสวย จำนวน 4 ไร่ ได้ผลผลิต 4,000 กิโลกรัม ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 15 บาท เป็นเงิน 60,000 บาท
มะม่วงตึก จำนวน 3 ไร่ ได้ผลผลิต 2,000 กิโลกรัม ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 20 บาท เป็นเงิน 40,000 บาท
รวมเป็นเงินจากการจำหน่ายมะม่วง 1,130,000 บาท ในขณะที่มีต้นทุนจากค่าปุ๋ยเคมี สารเคมี น้ำมันเชื้อเพลิง และค่าแรงงานรวมประมาณ 150,000 บาท
สำหรับตลาดจำหน่ายมะม่วง จะนำไปจำหน่ายด้วยตนเองที่ตลาดในเมืองขอนแก่น ประมาณวันละ 500 กิโลกรัม คิดเป็น 90% ขายตั้งแต่เช้าจนถึงประมาณ 9 โมงเช้า ก็หมด และมีพ่อค้าจากกรุงเทพฯ มารับที่สวนไปจำหน่ายที่ปากคลองตลาด

       คุณบุญส่วน กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ไร่มะม่วงสวนอุดม ได้เปิดเป็นจุดสาธิตถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรการผลิตมะม่วงนอกฤดูให้แก่เกษตรกรผู้สนใจทั่วไป เป็นสถานที่ฝึกงานของนักศึกษา เป็นวิทยากร เป็นที่ปรึกษาแนะนำให้ความรู้และเทคนิคต่างๆ แก่ผู้สนใจ พร้อมทั้งให้ยอดพันธุ์ดีโดยไม่คิดมูลค่าด้วย
       ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณประยูรภัทร์ ศรีศักดิ์นอก นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร 6 ว สำนักงานเกษตรอำเภอบ้านแฮด โทร. (086) 642-1628 หรือที่ คุณบุญส่วน แก้วไพฑูรย์ เจ้าของไร่มะม่วงสวนอุดม โทร. (089) 623-4020

โดย วิรัตน์ ทองเวียง
ที่มา   http://info.matichon.co.th/techno

25 พฤษจิกายน 2551


คลินิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
ศูนย์บริการวิชาการ อาคารวิจัย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 222 ตำบลไทยบุรี อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช 80161
0-7567-3503, 0-7567-3523, 0-7567-3533 Fax:0-7567-3525 E-mail: cas@wu.ac.th, cputta@wu.ac.th